เมื่ออายุมากขึ้น โรคภัยต่างๆ ก็พากันถามหา มุมสุขภาพฉบับนี้จึงรวบรวม 7 โรคร้ายสคัญที่เป็นภัยของผู้สูงอายุมาฝาก รวมไปถึงคนทงานก็สามารถใช้ข้อมูลนี้เพื่อเตรียมตัวรับมือกันได้แต่เนิ่นๆ …

  1. โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน : ผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคนี้มักอยู่ในช่วงอายุ 55-65 ปี ที่สำคัญ 70% คือตัวเลขของคนที่มีความดันสูงแต่ไม่รู้ตัวเองว่าเป็น ซึ่งอาจเสี่ยงต่ออัมพฤกษ์ อัมพาตมากกว่าคนทั่วไปถึง 7 เท่า
  2. โรคอัลไซเมอร์ : อาการมักเริ่มจากการหลงลืมจำเรื่องในแต่ละวันไม่ค่อยได้ บางคนอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายหรือชอบเก็บตัว หากปล่อยทิ้งไว้นานจะยิ่งหนักข้อจนทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมขั้นรุนแรงได้
  3. ลมชักแบบซ่อนเร้น : มักพบในผู้สูงอายุและเด็กเล็กอาการชักมีหลายแบบ อาจวูบล้ม ตื่นขึ้นมานิ่งไม่รู้สึกตัวจำไม่ได้ไปชั่วขณะ หรือมึนงง ปวดหัว เดินเซ จนถึงเกร็งกระตุก เมื่อมีอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์ ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลต่อสมอง ทำให้สูญเสียความทรงจำในที่สุด
  4. ข้อเสื่อม : พบบ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะข้อสะโพกและข้อเข่า ทำให้เกิดความเจ็บปวดจนไม่อาจใช้งาน ป้องกันได้ด้วยการควบคุมน้ำหนักและเลี่ยงการนั่งยองๆ
  5. กระดูกพรุน : กว่า 50% ของผู้หญิง และ 20%ของผู้ชาย ที่อายุมากกว่า 65 ปี พบว่ามีภาวะกระดูกบางหรือพรุน ป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกายอยู่เสมอ รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง และหมั่นตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกเพื่อดูว่ามีความเสี่ยงมากหรือน้อยเพียงใด
  6. กระดูกคอเสื่อม : มักพบในคนที่อายุตั้งแต่ 45 ปี ขึ้นไป ผู้ป่วยมักนอนหลับไม่สนิท นอนตะแคงแล้วปวด ต่อมามือและแขนจะชาหรืออ่อนแรง ปล่อยไว้นานจะทำให้ประสาทเสีย อย่างถาวร
  7. ปวดหลัง : อาจลามไปถึงอาการปวดบริเวณเอวก้นกบ วิธีป้องกันคือ เลี่ยงกิจกรรมที่กระทบกระเทือนกระดูกสันหลัง ไม่นอนดูทีวีปลายเตียงนานกว่า 3 ชม. ควรนั่งเพื่อให้เอวตั้งตรงและไม่นั่งทำงานห่อไหล่หรือยื่นคอไปใกล้หน้าจอ นอกจากนี้ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และยืดเส้นยืดสายก่อนการออกกำลังกายทุกครั้ง

คนเราเกิดมา แล้วก็ต้องตายชีวิตก็เหมือนกับที่“ปู่เย็น แก้วมณี” ได้กล่าวไว้ เหมือนขึ้นสะพาน ขึ้นไปแล้วคือค่อย ๆ ลง ปู่เย็นกล่าวด้วยว่า ชีวิตของแกเหมือนสะพานที่กำลังลาดต่ำ ดำดิ่งลง แกกล่าวในวันที่อายุของแกเกือบ 100 ปี

แต่คนเราจะมีสักกี่คนที่อายุยืนถึงเพียงนี้ และที่สำคัญยิ่งที่ “ปู่เย็น” มิได้กล่าวถึงแต่เป็นความจริงที่สุดก็คือ ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ชีวิตตนเองหรือคนรอบข้าง จะคืนลมหายใจให้ธรรมชาติเมื่อไร ชีวิตอาจไม่เหมือนสะพานที่ค่อย ๆ ลาดลง แต่มันอาจจะเหมือนสะพานหักอย่างคาดไม่ถึงก็เป็นได้
เคยถามตัวเองกันบางไหมว่า “เรา” ล้มตัวลงนอนพักผ่อน คืนนี้ พรุ่งนี้ “เรา” จะตื่นขึ้นมาเหมือนทุก ๆ วันไหมเคยถามตัวเองกันบางไหมว่า ถ้าขับรถออกจากบ้านวันนี้จะมีชีวิตรอดกลับมาหาครอบครัวหรือไม่

แน่นอน…ใจหนึ่งของเราตอบว่า ต้องตื่นซิ ต้องกลับมาหาครอบครัวซิ ต้องปลอดภัยซิ ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปซิ แต่ใครจะรับรองว่า นั้นเป็นคำตอบที่ถูกต้องยังมีชีวิตอยู่ ยังทำงานร่วมกัน เป็นเพื่อนกัน เป็นสามีภรรยากัน เป็นพ่อลูกกันนึกถึงวันที่คาดไม่ถึงไว้บางก็ดี แสดงความรักต่อกันไว้เถิด มีความเข้าใจ และให้อภัยกันไว้เถิด จะไปถึงวันที่อีกฝ่ายจากไป แล้วก็มาร่ำไห้เสียดายเสียใจ คงไม่เกิดประโยชน์ ระหว่างที่ยังมีชีวิต เห็น ๆ กันอยู่มองกันใน “ด้านดี” มองซิว่า คนที่เราคบกันรักกัน หรือคนในครอบครัวของเรา มีอะไรดี ๆ จงชื่นชมซึ่งกันและกัน พูดกันดี ๆ ถนอมความรู้สึกซึ่งกันและกันไว้ ไม่มีใครที่จะดีพร้อม สมบูรณ์ไปทุกสิ่งหรอก แม้กระทั้งตัวเราเองก็อาจมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่เราไม่รู้ อย่าเข้าข้างตนเอง อย่ามองคนอื่นในแง่ร้าย อย่าหยิบเอาแต่สิ่งที่เราไม่ถูกใจมาเป็นเรื่องสำคัญ
มองกันหลาย ๆ มุมดีกว่าจะมองอยู่มุมเดียว เจอมุมไม่ถูกใจก็บ่นด่าว่าเสีย ๆ หาย ๆ พูดให้เจ็บใจ พูดให้หมดกำลังใจกันทำไม


ลองคิดถึงวันหนึ่ง
วันที่จู่ ๆ เขาก็จากไป จากไปโดยที่คาดไม่ถึง เราก็จะอึ้งเพราะระหว่างที่มีชีวิตอยู่ เราไม่ได้แสดงความรักต่อกันเลย ไม่มีประโยชน์นักหรอก กับการที่จะฟูมฟายเสียใจ พร่ำชื่นชมถึงคุณงามความดีใส่ลงในหนังสืองานศพ
จงมองคนในมุมดี ๆ
จงเผื่อแผ่ความรักให้กัน ด้วยการแสดงความรักต่อกันดี ๆ ไม่ว่าจะเป็นท่าทีไม่ว่าจะเป็นวาจา ยังเห็นหน้ากันอยู่ ยังมีชีวิตอยู่ด้วยกัน รักใครก็แสดงออกให้เขาชื่นใจ ประทับใจได้เลย รีบ ๆ ทำ ทำมาก ๆ ทำเสมอ ๆ ทำให้เขารู้ขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ ดีกว่าไปบอกว่ารักเขานักหนาให้คนอื่นรู้ แล้วเจ้าตัวไม่อยู่เสียแล้ว
ปีเก่ากำลังจะผ่านไป
ลองทบทวนตนเอง ยังเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ เริ่มมองคนในแง่ดี ชื่นชมคน แสดงความรักแก่คนที่เราใกล้ชิด คนที่คบหา จงคบหาคนให้มากขึ้น รักคนอื่นให้มากขึ้น เรียกร้องให้น้อยลง แต่เป็นผู้ให้คนอื่นมากขึ้น อย่างน้อย ๆ ก็ให้ความรัก ความเข้าใจ เป็น “นาย” ส่วน “กาย” เป็นบ่าว ถ้ามีสติคิดได้ ใจก็เป็นนายที่แสนดีคราวนี้แหละพฤติกรรมของเราจะเป็นเสน่ห์อยู่ในหัวใจคน เพราะเราเปิดใจของเราให้คนอื่นมาอยู่ในหัวใจเราก่อน

แหล่งข้อมูลจาก : นิตยสารสกุลไทย หน้า 83

วิธีสร้างความสุข…ให้กับตัวเราเองความสุข เป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ที่สามารถแสวงหาได้ ซึ่งแนวทางในการทำตัวให้มีความสุข มีดังต่อไปนี้
1. การรักษาสุขภาพทางกายให้แข็งแรง สุขภาพทางกายและสุขภาพทางจิตมีอิทธิพลต่อกันและกัน คนที่มีสุขภาพกายดีย่อมส่งผลให้มีจิตใจร่าเริงเข้มแข็ง
2. มีความสุขกับการทำงาน การเลือกทำงานที่ชอบหรือการสร้างความพึงพอใจในงานที่ทำ หาวิธีการทำงานให้มีความสุข พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายหลายอย่าง ภายในขอบเขตที่สังคมยอมรับ ตามความสามารถของตนเอง
3. รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง ควรได้สำรวจตัวเองว่าเป็นคนอย่างไร ต้องยอมรับว่าคนเรามีทั้ง ส่วนดีและส่วนเสีย เราต้องมองหาส่วนดี เห็นคุณค่า ชื่นชม พยายามพัฒนาส่วนดี พร้อมทั้งยอมรับในข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้
4. มีอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดี ควรมองหาความสุข ความเพลิดเพลิน เพื่อช่วยลดความตึงเครียดต่างๆ ทำให้อารมณ์ผ่อนคลาย การหัวเราะทำให้จิตใจเบิกบาน มีการกระเพื่อมของหน้าท้อง เวลาจะทำอะไรต้องหาจุดดีของเรื่องนั้นให้พบ
5. ไม่ควรเก็บอารมณ์ขุ่นมัว ต้องคิดไว้เสมอว่า เหนื่อยก็พัก หนักก็วาง วุ่นก็ให้ว่าง ทุกอย่างก็สบาย
6. ควรมีงานอดิเรกและการพักผ่อนหย่อนใจ ควรหาอะไรที่ชอบและพอใจทำ ทำในเวลาว่างที่เหลือจากกิจวัตรประจำวัน การทำอะไรในสิ่งที่พึงพอใจย่อมเกิดความสุขเพลิดเพลิน ทำให้ไม่มีเวลาว่าง ที่จะคิดกังวลเรื่องต่างๆ เป็นการฝึกการใช้เวลาว่างนั้น ๆ ให้มีสมาธิในการทำสิ่งที่พอใจ ซึ่งจิตมีสมาธิจะเป็นจิตที่เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหวง่าย
7. หาสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ แต่ละชีวิตย่อมมีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป เราจึงควรหาเพื่อนหรือใครสักคนที่สามารถร่วมทุกข์ร่วมสุขได้ ค้นหาคนที่คุณรักและเขารักคุณ ช่วยเหลือเกื้อกูล ปลอบขวัญ สามารถที่จะระบายทุกข์ ปรึกษาขอความคิดเห็น และแก้ไขปัญหาต่างๆ
8. พร้อมที่จะเผชิญปัญหาและความกังวลใจ เมื่อพบอุปสรรค พึงพิจารณาปัญหาอย่างใช้เหตุและผล โดยค้นหาข้อเท็จจริง มองปัญหานั้น ๆ และหาวิธีการต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา ทำการตัดสินใจ แล้วปฏิบัติตามที่ได้ตัดสินใจไว้ หรือถ้าปัญหารุมเร้ามากจนต้องการหลีกให้พ้น “จงใช้ชีวิต อยู่เพื่อวันนี้เท่านั้น”
9. ใช้เวลาเป็นยารักษาความเจ็บปวด เมื่อพบกับความผิดหวังจงใช้เวลาเป็นเครื่องช่วยเยียวยา เมื่อพลาดหวังแล้วจงอดทน และมีความหวังต่อไป ความหวังเป็นพลังหรือแรงจูงใจ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต เมื่อประสบความผิดหวัง ไม่ควรใช้วิธีถอยหนีหรือเลี่ยงปัญหา ควรคิดเสมอว่า “ท้อแท้-หงอย ท้อถอย-แพ้”
10. ค้นหาเป้าหมายของชีวิต การคิดฝันไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีความคิดฝันที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ซึ่งความคิดฝันจะทำให้เรามีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ มีแรงจูงใจ มีการตั้งเป้าหมายในชีวิตใกล้เคียง กับความสามารถที่แท้จริง และสอดคล้อง กับความเชื่อและอุดมคติ แล้วทำการลงมือปฏิบัติเพื่อไปสู่เป้าหมาย

กะหล่ำปลีทั้งสีเขียวและสีม่วงนำมาปรุงอาหารได้หลายประเภท นอกจากความอร่อยแล้ว ยังมีวิตามินซีสูง แถมยังช่วงป้องกันมะเร็งลำไส้ในเพศชายได้สูงถึง 66 เปอร์เซ็นต์กะหล่ำปลียังมีใยอาหารสูง มีส่วนช่วยในระบบย่อยอาหารและกระตุ้นการทำงานของลำใส้ใหญ่ การรับประทานกะหล่ำปลีดิบสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือกำหล่ำปลีสุกวันละ 2 ช้อนโต๊ะเป็นประจำ จะช่วยลดดอกาสเกิดโรคมะเร็งลำใส้และมะเร็งอื่นๆ ที่มักพบบ่อยบริเวรช่องท้องได้นอกจากนี้กรดทาร์ทาริกในกะหล่ำยังมีส่วนช่วยยังยั้งไม่ให้แป้งและน้ำตาลจากอาหารที่รับประทานเข้าไปเปลี่ยนไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ตามร่างกายจึงเหมาะสำหรับผุ้ที่กำลังลดน้ำหนักอีกด้วย

สถานการณ์น้ำท่วมตอนนี้ทำให้เกิดน้ำขังในหลายพื้นที่ และเกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง วันนี้มีวิธีการกำจัด และลดปริมาณยุงจากสิ่งใกล้ตัวมาฝากค่ะ
เริ่มจากกระเทียม นำกระเทียมตำให้พอบุบ หรือกระเทียมผงผสมกับน้ำแล้วทาลงบนจุดชีพจรต่างๆ ในร่างกายและบนใบหน้าจะช่วยให้ยุงไม่เข้าใกล้อีก แต่ระวังอย่าให้เข้าตานะคะ วิธีนี้ไม่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบกลิ่นกระเทียมค่ะ เพราะอาจจะมีกลิ่นค่อนข้างฉุน แต่ถ้ายุงเยอะมากๆให้ฉีดกระเทียมผงผสมน้ำตามสนามหญ้าและพุ่มไม้ เพื่อไล่ยุงจะช่วยลดปริมาณยุงได้ค่ะ

อีกวิธีก็ตะไคร้ ตำให้แหลก ผสมน้ำเล็กน้อย คั้นเอาแต่น้ำ นำไปเคี่ยวจนเป็นน้ำมัน แล้วมาทาลงบนผิว ช่วยป้องกันยุงได้อย่างดีทีเดียวค่ะ
ต่อด้วยผงซักฟอกใช้ผงซักฟอกโรยลงในภาชนะ วัสดุ แหล่งเพาะพันธุ์ขนาดเล็กต่างๆค่ะ เช่น จานรองกระถางต้นไม้ ยางรถยนต์ เมื่อลูกน้ำยุงลายขึ้นมาหายใจ จะดูดซับเอาสารเข้าสู่ระบบหายใจ ทำให้ค่อยๆตายไปทีละตัวค่ะ

และน้ำยาล้างจาน บีบน้ำยาล้างจานทาให้ทั่วพื้นจานพลาสติกขนาดพอเหมาะ สำหรับใช้โฉบจับยุงที่บินมารบกวน ยุงลายจะถูกจับตายอยู่บนจาน หรือจะใช้น้ำยาล้างจานละลายน้ำใส่กระบอก แล้วนำไปฉีดยุงที่เกาะตามจุดต่างๆก็ได้เช่นกันค่ะ

แก้วมังกรเป็นผลไม้บริสุทธิ์ปลอดภัยจากสารพิษ มีกากใยสูง แครอรี่ต่ำ อุดมไปด้วยวิตามินซี คลอโรฟิลล์ เมล็ดของแก้วมังกรอุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวสามารถต่อต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น ท่านแล้วนอกจากดับร้อนผ่อนกระหายยังบำรุงสุขภาพผิวพรรณสดชื่น ในสุภาพสตรีจะช่วยกระตุ้นต่อมน้ำนม ใช้เป็นผลไม้เสริมสุขภาพ และความงามได้เป็นอย่างดี ลูกแล้วมังกร ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ได้ ช่วยแก้ปัญหาการขับถ่ายต่าง ๆ ได้ดี และเนื่องจากตัวมันเองไม่ค่อยถูกดูดซึม ดังนั้นกินปริมาณมากก็ไม่ทำให้อ้วนแต่คงไม่สามารถใช้เป็นอาหารหลักในการลดน้ำหนักได้

แก้วมังกรมี 2 ชนิด คือ สีขาวกับสีแดง สีแดงจะมีรสหวานกว่า ส่วนรสหวานของแก้วมังกรสีขาวเป็นหวานอ่อน ๆ ที่ไม่มีพิษภัย คุณค่าอาหารที่ซุกซ่อนอยู่ในแก้วมังกรก็มีทั้งแคลเซี่ยมฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามิน บี 1 บี 2 บี 3 แต่ที่เยอะมากที่สุดก็คือวิตามินซี จึงช่วยทั้งในเรื่องการบำรุงผิวพรรณ กระดูกและฟันแข็งแรง รวมทั้งช่วยในเรื่องของสายตาได้ด้วย

ประโยชน์ของวิตามินซี
ช่วยป้องกันเซล เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สุขภาพและความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเส้นเอ็น และคลอลาเจน วิตามินซีมีฤทธิ์ในการเป็นสารต้านแอนตี้อ๊อกซิเดรท์ที่ดี จึงสามารถป้องกันการทำลายเซลจากอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และมันช่วยให้ร่างการยสามารถรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น ๆ ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุดจึงควรที่จะรับประทาน วิตามินซี ร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่น ๆ เช่นวิตามินอี แคโรทีน ฟลาโวนอย
วิตามินซียังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีก คือ

  • วิตามินซี ช่วยบรรเทาความรุนแรงและระยะเวลาของการเป็นโรคหวัด หากเริ่มรับประทาน วิตามินซี ตั้งแต่เริ่มแรกที่เห็นอาการของโรคหวัด จะช่วยให้อาการป่วยลดความรุ่นแรงและหายได้เร็วขึ้น มีการศึกษาเมื่อปี 199 พบว่าหากรับประทาน วิตามินซี 1,000 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้น 21 % แต่ยังไม่มีรายงานว่า วิตามินซี สามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้
  • วิตามินซีช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น เนื่องจากวิตามินซี ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยการไปเสริมสร้างผนังเซล ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านอาการอักเสบ จึงทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น ในทางกลับกันการขาด วิตามินซี ก็ส่งผลให้แผลหายช้าลงเช่นกัน
  • หากรับประทาน วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้เหงือกมีสุขภาพดี โดยวิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซลที่ถูกทำลายและช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว
  • เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอลในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันในผนังหลอดเลือด
  • ช่วยในการป้องกันโรคต้อกระจก เนื่องจาก วิตามินซี สามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่าง ๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอุลตร้าไวโอเลต ที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้องกระจก มีการศึกษาอันหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่รับประทานวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปี พบว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นอาการเลนส์ตาขุ่นมัวซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรคต้อกระจก ลดลงถึง 77%
  • บรรเทาอาการแพ้ หอบหืดไซนัส ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต้านภูมิแพ้ต่าง ๆ เช่นฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น
  • ช่วยเรื่องความจำ โดยวิตามินซี จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นยิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่น ๆ

บทบาทสำคัญของน้ำในร่างกาย

  • น้ำช่วยให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่สมบูรณ์แบบ และเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรง
  • น้ำช่วยสร้างพลังงาน และพลังงานนี้จะถูกสะสมอยู่ในร่างกายร่วมกับสารเคมีอื่น ๆ ที่เป็นแหล่งพลังงานในร่างกาย
  • พลังงานที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำในเซลล์จะช่วยส่งกระแสกระตุ้นเซลล์ประสาท
  • น้ำช่วยสร้างสารที่มีลักษณะคล้ายกาว ซึ่งจะช่วยเชื่อมประสานผนังเซล์ให้ยึดติดกัน
  • น้ำช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผนังอวัยวะภายในร่างกาย
  • น้ำช่วยรักษาปริมาณและระดับความเข้มข้นของ ของเหลวในร่างกาย เช่น เลือดและน้ำเหลือง ให้เป็นปกติ
  • น้ำช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกาย ขับถ่ายสารพิษและสารอันตรายออกจากร่างกายผ่านปัสสาวะ เหงื่อ และการหายใจ
  • น้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อโครงสร้างและการทำงานของผิวหนัง
  • น้ำช่วยขนส่งสารเคมีที่ผลิตขึ้นจากสมองไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • ปริมาณน้ำในร่างกายจะมีผลต่อการทำงานของโปรตีนและเอมไซม์ต่าง ร่างกายของเราสูญเสียน้ำไปวันละประมาณ 4 ลิตร เราจึงจำเป็นต้องหาทางชดเชยน้ำที่เสียไปโดยการดื่มน้ำในปริมาณเท่ากับปริมาณที่สูญเสียไปทุกวัน

ประโยชน์ของการกินอาหารเช้า

  • การกินอาหารเช้าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการกินผักสดและผลไม้สดมากขึ้น เป็นการเพิ่มไฟเบอร์ วิตามิน และแร่ธาตุให้กับร่างกาย
  • อาหารเช้าที่อุดมด้วยคุณค่าและถูกหลักโภชนาการจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและมะเล็งลำไส้ใหญ่
  • อาหารเช้าทำให้เราไม่อ้วน โดยเฉพาะอาหารเช้าที่อุดมด้วยไฟเบอร์จะให้แคลอรีน้อยกว่า และทำให้กระบวนการย่อยเป็นไปอย่างช้า ๆ ทำให้เราไม่รู้สึกหิวตอนสาย ๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราอาจเริ่มกินจุบจิบจนเป็นสาเหตุของการอ้วน

ประโยชน์ของเห็ด 3 อย่าง
เห็ด เป็นอาหารที่มีไขมันต่ำ และไม่มีคอเลสเตอรอล มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์อย่างโปแตสเซียมซึ่งช่วยลดความดันโลหิต และซีลีเนียมซึ่งเป็นตัวสารต้านมะเร็ง รวมทั้งยังมีวิตามินต่างๆ และกรดอะมิโนต่างๆ ที่ร่างกายต้องการในปริมาณพอสมควร

การกิน “เห็ดสามอย่าง” ก็จะยิ่งได้ประโยชน์ยิ่งกว่ากินเห็ดเพียงอย่างเดียว เหมือนกับส่วนผสมของดินปืน ที่เมื่อแยกส่วนออกมาแต่ละตัวแทบจุดไม่ติดไฟ แต่พอนำมารวมกันก็กลายเป็นระเบิด

ในหนังสือ “นาฬิกาชีวิต” ของ อ.สุทธิวัสส์ คำภา บอกว่า เห็ดสามอย่างเมื่อรวมกันนั้นจะมีค่ากรดอะมิโนที่สามารถลดอัตราการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ ทั้งยังช่วยล้างพิษที่สะสมในตับ ทั้งจากอาหารและสารเคมี เช่น พิษจากสุรา สารตกค้างในเนื้อสัตว์ สารเคมีจากเครื่องสำอาง และพิษจากสารอนุมูลอิสระ นอกจากนั้นยังล้างไขมันในตับ ทำให้ตับเเข็งแรง สร้างเม็ดเลือดแดงได้ดีการกินเห็ดสามอย่างที่ว่านี้ ก็คือเห็ดอะไรก็ตามที่กินได้ ไม่ว่าจะเป็นเห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดเข็มทอง ฯลฯ และจะนำมาทำแกงเลียง แกงส้ม ต้มยำ ย่าง หรือทำอาหารประเภทใดก็ได้ โดยที่ไม่ต้องใช้น้ำมัน นอกจากนั้นยังต้มเป็นน้ำซุปเห็ดดื่มก็ได้ด้วยโดยการนำเห็ดอะไรก็ได้ 3 อย่าง มาล้าง หั่นและนำไปต้มรวมกันในน้ำสะอาด ใส่มะตูมแว่นที่ปิ้งจนหอมมาต้มรวมกัน ดื่มแทนน้ำซุปได้ ส่วนเนื้อเห็ดนำไปทำอาหารอื่นๆ ได้อีกด้วย